AJ-RAM.COM | คุยเฟื่องเรื่องพระแท้กับอาจารย์ราม

วิธีดูพระกริ่งบัวรอบวัดบวร

"ทรงได้รับตำรับการสร้างพระกริ่งและได้ลงมือสร้างพระกริ่งตามตำรับมาแล้ว ตำรับและกรรมวิธีนั้นจะต้องสืบทอดกันมาอย่างไม่ขาดสาย "

 

วิธีดูพระกริ่งบัวรอบวัดบวร

การสืบทอดตำรับการสร้างพระกริ่งจากสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล) อยุธยา มาอยู่กับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพนฯ

ต่อมาถึง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์เจ้าวาสุกรี) ซึ่งปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า ทรงสร้างพระกริ่งจากตำรับเดิมขึ้นเป็นองค์แรกในประเทศไทย เรียกว่า 'พระกริ่งปรมา' จากนั้นตกทอดมายัง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งได้ทรงสร้าง 'พระกริ่งปวเรศ' ปรากฏเกียรติคุณสูงส่งมาจนทุกวันนี้ ภายหลังตำรับดังกล่าวนี้ได้ตกมาอยู่กับ พระพุฒาจารย์ (ท่านเจ้ามา) วัดจักรวรรดิราชาวาส และสืบทอดมาถึง สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) วัดสุทัศนเทพวราราม และสร้างชื่อเสียงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในที่สุด

การจัดสร้าง 'พระกริ่ง สายวัดบวรนิเวศวิหาร' เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงได้รับตำรับการสร้างพระกริ่งและได้ลงมือสร้างพระกริ่งตามตำรับมาแล้ว ตำรับและกรรมวิธีนั้นจะต้องสืบทอดกันมาอย่างไม่ขาดสาย

ในปี พ.ศ.2487 สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล ได้ทรงจัดหล่อพระกริ่งขึ้นที่หน้าพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ในวันที่ 29 ตุลาคม ตั้งพิธีสวดพุทธาภิเษกในพระอุโบสถ เวลา 09.08 น. สมเด็จฯ ทรงจุดเทียนชัยแล้วสวดมนต์ จบแล้วมีการสวดภาณวาร พุทธาภิเษกต่อ เวลา 13.51 น. เททอง นับเป็นพระกริ่งที่หล่อขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยที่ทรงครองวัด ทรงมีพระประสงค์ให้เรียกว่า 'พระกริ่งสุจิตโต' ตามพระนามฉายาของสมเด็จฯ แต่นักนิยมสะสมพระเครื่องนิยมเรียกกันง่ายๆ ว่า 'พระกริ่งบัวรอบ วัดบวรฯ' 

อนึ่ง ความสำคัญและความ ทรงคุณค่าอยู่ที่ เนื่องในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 เป็นวันบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระสังฆราชได้ทูลเกล้าฯ ถวาย 'พระกริ่งสุจิตโต' ซึ่งนับเป็นพระกริ่งองค์แรกที่ได้ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนับแต่เริ่มครองราชย์

พระกริ่งบัวรอบ วัดบวรฯ มี 2 ขนาดคือ ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยมีพุทธลักษณะเหมือนกันทุกประการ โดยถอดเค้าแบบมาจาก 'พระกริ่งปวเรศ' แต่ดัดแปลงพระรูปโฉม โดยเฉพาะฐานทำเป็น 'ฐานบัว' ให้ต่างออกไปอย่างเด่นชัด ปรากฏรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

พระเศียรค่อนข้างโต ตามแบบกริ่งจีนทั่วไป มุ่นพระเมาลีมี 3 ชั้น พระเกศโดยรอบตอกตุ๊ดตู่เม็ดกลมเล็กๆ มาแต่หุ่นเทียน พระพักตร์รูปไข่ไม่ปรากฏพระหนุ พระเนตรแบบพระเนตรเนื้อ พระโอษฐ์เป็นรูปกระจับ พระโอษฐ์บนหนากว่าพระโอษฐ์ล่าง พระกรรณทั้ง 2 ข้างยาวเกือบจรดพระอังสะทั้งสองข้าง พระศอสั้นติดพระอังสะ พระอังสะซ้ายขวาลาดมน ไม่ปรากฏแง่มุม พระหัตถ์วางในลักษณะมารวิชัย พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระชานุขวา ปรากฏนิ้วพระหัตถ์ทั้ง 5 นิ้ว พระหัตถ์ซ้ายถือหม้อน้ำมนต์

การห่มผ้าจีวร เป็นแบบกริ่งจีนทั่วไป เห็นริ้วจีวรด้านหลังชัดเจน ผ้าทิพย์โค้งราบและป้าน ชายผ้าทิพย์ไม่กระดกพลิ้ว มี 5 แฉก พระบาทขวาขัดสมาธิราบมาทางด้านซ้ายขององค์พระ แลเห็นร่องนิ้วพระบาทเพียง 2 นิ้ว ฐานพระเป็นแบบบัวคว่ำบัวหงาย 7 กลีบล้อมรอบฐาน การวางกลีบบัววางเยื้องกันและมีกลีบบัวเล็กแซมระหว่างกลีบ ลักษณะของกลีบบัวเป็นแบบบัวเชียงแสน การปะก้นองค์พระ ใต้ฐานพระคว้านเป็นโพรง บรรจุเม็ดกริ่งและปะก้นด้วยทองแดง บัดกรีด้วยตะกั่วแบบเดียวกับพระกริ่งใหญ่ มีรอยบุ๋มอยู่ตรงกลาง

'พระกริ่งบัวรอบขนาดใหญ่' เมื่อเทียบกับพระกริ่งปวเรศแล้วจะมีขนาดเขื่องกว่า คือ ส่วนสูงจากฐานล่างสุดถึงมุ่นพระเมาลีประมาณ 4 ซ.ม. ส่วนกว้างของหน้าตักประมาณ 1.7 ซ.ม. ส่วนกว้างของฐานล่างสุดประมาณ 2.2 ซ.ม. ส่วน 'พระกริ่งบัวรอบขนาดเล็ก' ส่วนสูงจากฐานล่างสุดถึงมุ่นพระเมาลีประมาณ 3.5 ซ.ม. ส่วนกว้างของหน้าตักประมาณ 1.4 ซ.ม. ส่วนกว้างของฐานล่างสุดประมาณ 1.8 ซ.ม

โลหะที่นำมาหล่อหลอม 'พระกริ่งบัวรอบ' นั้น เป็นทองเหลืองผสมเงิน เรียกว่าเนื้อทองเหลืองผสม ในองค์ที่ไม่เคยผ่านการใช้มาเลยเนื้อจะออกสีเหลือง มีคราบทองเป็นประกายสดใส ถ้าใช้และถูกสัมผัสมาแล้วผิวจะออกเหลืองอมเขียวคล้ำ เรียกว่ามีกระแสออกทางเหลืองอมเขียว

ปัจจุบันหาดูของแท้ค่อนข้างยากครับผม

 

 

0

หนังสือรวมสุดยอดพระเบญจภาคี บริษัท มังคละบรรณศิลป์ จำกัด อาจารย์ราม
Designed and Copyrights by ESX Active Media Co., Ltd || Powered by Module eXT v.0.95 || Contact info@aj-ram.com Tel. 02-907-3065